เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต ยกเว้น VAT มาตรการสนับสนุนค่าชาร์จ และสิทธิ์พิเศษอื่นๆ ของรถ EV ในไทย
สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและมาตรการสนับสนุนรถ EV ในประเทศไทย: คู่มือฉบับสมบูรณ์
ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงคุณภาพอากาศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนและสิทธิ์ลดหย่อนภาษีต่างๆ เพื่อส่งเสริมการซื้อรถ EV ให้มากขึ้น
สิทธิ์เหล่านี้รวมถึงการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การสนับสนุนค่าชาร์จไฟฟ้า และมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยให้ราคารถ EV ถูกลงและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้ซื้อทั่วไป
บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดของสิทธิ์และมาตรการเหล่านี้ เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
→ ดูราคารถ Chery EV หลังลดหย่อนภาษี
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) ที่ลดลง
ภาษีสรรพสามิตเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักที่ส่งผลต่อราคารถยนต์ ในอดีต รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในอัตราภาษีเดียวกับรถน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถ EV อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า SUV/Crossover ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราภาษีสรรพสามิตลดลงจาก 20% เหลือ 2% ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมหาศาล ทำให้ราคารถ EV ถูกลงได้ 200,000-300,000 บาทขึ้นไป
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Sedan ที่มีราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อัตราภาษีสรรพสามิตลดลงจาก 20% เหลือ 0% ซึ่งหมายความว่าไม่มีภาษีสรรพสามิตเลย
สิทธิ์นี้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2568 (ปัจจุบันมีการขยายระยะเวลาต่อเนื่อง)
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Exemption)
นอกจากการลดภาษีสรรพสามิตแล้ว รัฐบาลไทยยังได้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภท
สิทธิ์นี้ใช้ได้กับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย หรือนำเข้าจากต่างประเทศที่มีการประกอบในประเทศไทย
ตัวอย่างเช่น รถ EV ของ Chery ที่ผลิตในประเทศไทย จึงได้รับสิทธิ์ยกเว้น VAT ทำให้ราคาลดลงเพิ่มเติมอีก 7%
ผลรวมของการลดภาษีสรรพสามิตและยกเว้น VAT ทำให้ราคารถ EV ลดลงได้ 25-27% เมื่อเทียบกับราคาเดิม
มาตรการสนับสนุนค่าชาร์จไฟฟ้า
นอกจากการลดหย่อนภาษีแล้ว รัฐบาลไทยยังได้ออกมาตรการสนับสนุนค่าชาร์จไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ EV
1. สนับสนุนค่าชาร์จที่สถานีชาร์จสาธารณะ: รัฐบาลได้ร่วมมือกับบริษัทพลังงานและเอกชนในการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ และให้ค่าชาร์จที่ลดลง
2. ส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้รถ EV: ผู้ที่ใช้รถ EV และชาร์จที่บ้านสามารถขอส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ประมาณ 15% ของค่าไฟฟ้าที่ใช้สำหรับชาร์จรถ
3. โครงการสนับสนุนการติดตั้งสถานีชาร์จที่บ้าน: รัฐบาลและเอกชนให้ส่วนลดสำหรับการติดตั้งสถานีชาร์จที่บ้าน ประมาณ 30-50% ของค่าติดตั้ง
ค่าทะเบียนและค่าประกันที่ลดลง
นอกจากภาษีสรรพสามิตและ VAT แล้ว ค่าทะเบียนและค่าประกันรถ EV ก็ลดลงเช่นกัน
1. ค่าทะเบียนรถ EV: ค่าทะเบียนรถ EV ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน ตัวอย่างเช่น Chery V23 มีค่าทะเบียนประมาณ 2,000-3,000 บาท ในขณะที่รถน้ำมันขนาดเดียวกันมีค่าทะเบียนประมาณ 4,000-6,000 บาท
2. ค่าประกันรถ EV: บริษัทประกันได้ออกแบบแพ็คเกจประกันพิเศษสำหรับรถ EV ที่มีอัตราพรีเมียมต่ำกว่ารถน้ำมัน ประมาณ 10-20% ถูกกว่า
3. ค่าตรวจสภาพรถ: ค่าตรวจสภาพรถ EV ลดลงประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน
สิทธิ์ในการใช้ช่องจอดรถพิเศษ
นอกจากสิทธิ์ด้านการเงินแล้ว รัฐบาลไทยยังได้ให้สิทธิ์พิเศษแก่ผู้ใช้รถ EV ในด้านการจราจรและที่จอดรถ
1. ช่องจอดรถพิเศษ: ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน และสถาบันต่างๆ ได้จัดสรรช่องจอดรถพิเศษสำหรับรถ EV ที่มีสถานีชาร์จไฟฟ้า ผู้ใช้รถ EV สามารถจอดรถในช่องเหล่านี้ได้ฟรี
2. ลดค่าจอดรถ: ที่จอดรถสาธารณะบางแห่งให้ส่วนลดค่าจอดรถสำหรับรถ EV ประมาณ 20-50%
3. สิทธิ์ใช้เลนพิเศษ: ในบางเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพ ได้มีการศึกษาการให้สิทธิ์ใช้เลนพิเศษสำหรับรถ EV ในช่วงเวลาที่มีการจราจรติดขัด
โครงการสนับสนุนการซื้อรถ EV จากรัฐบาล
รัฐบาลไทยได้ออกโครงการสนับสนุนการซื้อรถ EV หลายโครงการ เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับประโยชน์เพิ่มเติม
1. โครงการ EV Eco-Friendly: ผู้ซื้อรถ EV ใหม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมชาติ ประมาณ 100,000 บาท ต่อการซื้อรถ EV 1 คัน
2. โครงการแลกเปลี่ยนรถเก่า: ผู้ที่แลกเปลี่ยนรถน้ำมันเก่าเป็นรถ EV ใหม่ได้รับส่วนลดเพิ่มเติมจากตัวแทนจำหน่าย ประมาณ 50,000-100,000 บาท
3. โครงการสนับสนุนสำหรับหน่วยงานภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐที่ซื้อรถ EV สำหรับใช้งานได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม
เงื่อนไขและข้อจำกัดของสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและมาตรการสนับสนุนรถ EV มีเงื่อนไขและข้อจำกัดบางประการที่ผู้ซื้อควรทราบ
1. ระยะเวลา: สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสรรพสามิตมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2568 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายระยะเวลา)
2. ราคาสูงสุด: สิทธิ์ลดหย่อนภาษีใช้ได้เฉพาะรถ EV ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท (สำหรับ SUV/Crossover) หรือ 1.5 ล้านบาท (สำหรับ Sedan)
3. ประเภทรถ: สิทธิ์ใช้ได้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle - BEV) ไม่รวมรถไฮบริด (Hybrid) หรือรถปลั๊กอิน-ไฮบริด (Plug-in Hybrid)
4. การลงทะเบียน: ผู้ซื้อต้องลงทะเบียนรถเป็นรถยนต์ส่วนตัว หรือรถยนต์เพื่อการค้า ไม่รวมรถเช่า หรือรถสำหรับเช่าระยะสั้น
วิธีการใช้ประโยชน์จากสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างเต็มที่ ผู้ซื้อรถ EV ควรทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. เลือกรถ EV ที่เหมาะสม: เลือกรถ EV ที่มีราคาไม่เกินเพดานราคาที่กำหนด และเป็นรถไฟฟ้า 100% (BEV)
2. ติดต่อตัวแทนจำหน่าย: ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Chery เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีและราคาหลังลดหย่อน
3. เตรียมเอกสารที่จำเป็น: เตรียมเอกสารส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนรถ
4. ทำการลงทะเบียน: ทำการลงทะเบียนรถที่สำนักงานจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
5. ขอใบอนุญาต: ขอใบอนุญาตการใช้รถจากสำนักงานจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อให้สามารถใช้รถได้ตามกฎหมาย
เปรียบเทียบราคารถ EV ก่อนและหลังลดหย่อนภาษี
ตัวอย่างการคำนวณราคารถ EV ก่อนและหลังลดหย่อนภาษี
ราคาเดิม (ก่อนลดหย่อนภาษี): 1,200,000 บาท
ลดภาษีสรรพสามิต 18%: -216,000 บาท
ยกเว้น VAT 7%: -70,000 บาท
ราคาหลังลดหย่อนภาษี: 914,000 บาท
ประหยัดทั้งหมด: 286,000 บาท (24%)
ในปีแรก ผู้ซื้อยังได้รับสิทธิ์ลดหย่อนค่าทะเบียน ค่าประกัน และค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติม ทำให้ประหยัดได้รวมประมาณ 350,000-400,000 บาท
สรุปและคำแนะนำ
สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและมาตรการสนับสนุนรถ EV ในประเทศไทยเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถ EV ด้วยราคาที่ประหยัด
ด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ยกเว้น VAT และมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ราคารถ EV ลดลงได้ 20-30% เมื่อเทียบกับราคาเดิม
นอกจากนี้ ค่าบำรุงรักษา ค่าทะเบียน และค่าประกันรถ EV ก็ต่ำกว่ารถน้ำมัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ EV ต่ำลงมากในระยะยาว
หากคุณกำลังพิจารณาซื้อรถ EV ควรรีบสอบถามตัวแทนจำหน่าย Chery เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้เต็มที่ ก่อนที่สิทธิ์นี้จะหมดอายุ


